กลายเป็นประเด็นด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังมีการเปิดเผยผลการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาของ **พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม** พร้อมคณะ ระหว่างวันที่ 2–9 สิงหาคม 2569 โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ฝ่ายไทยมีความประสงค์ผลักดันการ **จัดตั้งโรงงานผลิตอากาศยานไร้คนขับ หรือ UAV ในประเทศไทย** เป็นโครงการนำร่องตามร่าง Roadmap ที่ได้รับการอนุมัติหลักการแล้ว

เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการเดินทางไปซื้ออาวุธหรือเจรจาความร่วมมือทางทหารตามปกติ เพราะหากการหารือพัฒนาไปสู่การตั้งโรงงานผลิต UAV ที่ใช้เทคโนโลยีหรืออยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหรัฐฯ บนแผ่นดินไทยจริง ย่อมมีนัยทั้งด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ ไทยได้เข้าร่วม **Partnership for Indo-Pacific Industrial Resilience หรือ PIPIR** ซึ่งเป็นความร่วมมือที่สหรัฐฯ เป็นแกนนำ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและห่วงโซ่อุปทาน โดย Roadmap ปี 2026 ครอบคลุมความร่วมมือด้านการผลิตและเทคโนโลยีป้องกันประเทศ รวมถึงขีปนาวุธและโดรนด้วย

ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ คณะของปลัดกระทรวงกลาโหมยังได้หารือกับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายความมั่นคงและการต่างประเทศสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำความสัมพันธ์ของไทยและสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรเก่าแก่ รวมถึงสถานะของประเทศไทยในฐานะ **พันธมิตรหลักนอกองค์การนาโต หรือ Major Non-NATO Ally**

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าจับตามากขึ้น คือคณะของปลัดกระทรวงกลาโหมได้เดินทางไปยัง **ฐานทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ ควอนติโก** เพื่อชมการสาธิตระบบอากาศยานไร้คนขับในการดำเนินกลยุทธ์ รวมถึงโครงการ **LUCAS – Low-Cost Unmanned Combat Attack System** ซึ่งเป็นระบบอากาศยานโจมตีไร้คนขับต้นทุนต่ำของสหรัฐฯ

### แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงทำให้คนไทยต้องจับตา?

เพราะการตั้ง **โรงงานผลิตยุทโธปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ ในประเทศไทย** หากเกิดขึ้นจริง มีความหมายแตกต่างจากการที่ไทยซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ มาใช้งาน การมีฐานการผลิตย่อมอาจเชื่อมโยงไปถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน การซ่อมบำรุง การผลิตเพื่อใช้ในประเทศหรือส่งออก ตลอดจนความร่วมมือด้านความมั่นคงในระยะยาว ทั้งนี้จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับรายละเอียดของโครงการที่ยังไม่ได้เปิดเผย

และประเด็นที่ประเทศไทยไม่อาจมองข้าม คือ **จีน**

ประเทศไทยรักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งสหรัฐฯ และจีนมาเป็นเวลานาน ด้านหนึ่งสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรทางทหารตามสนธิสัญญาของไทย แต่อีกด้านหนึ่ง จีนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อไทยทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงและยุทโธปกรณ์

ดังนั้น หากประเทศไทยขยับจากการเป็นเพียงผู้จัดซื้ออาวุธสหรัฐฯ ไปสู่การเป็น **ฐานผลิตระบบอากาศยานทางทหารที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ** คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันทีว่า จะกระทบต่อยุทธศาสตร์การรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจของไทยหรือไม่ และจีนจะมองความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างไร

ยิ่งในช่วงที่การแข่งขันระหว่าง **สหรัฐฯ กับจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก** มีความเข้มข้น การตัดสินใจด้านความมั่นคงของประเทศในภูมิภาคย่อมถูกจับตามองมากกว่ามิติทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ เองระบุถึงการขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการยกระดับขีดความสามารถทางทหารของไทยอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า **ข้อมูลที่เปิดเผยในขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าไทยกำลัง “เลือกข้างสหรัฐฯ”** เพราะสิ่งที่ประกาศออกมาคือความประสงค์ของฝ่ายไทยที่จะผลักดันโรงงาน UAV เป็นโครงการนำร่อง ยังไม่มีรายละเอียดว่าบริษัทใดจะลงทุน สหรัฐฯ จะมีบทบาทระดับใด ผลิต UAV ประเภทใด ผลิตให้ใคร หรือมีเงื่อนไขทางยุทธศาสตร์และการส่งออกอย่างไร

เช่นเดียวกับการที่คณะไทยไปชมระบบ **LUCAS** ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าโรงงาน UAV ที่ไทยต้องการผลักดันจะเป็นโรงงานผลิต LUCAS หรือใช้เทคโนโลยีเดียวกัน จึงไม่ควรนำสองเรื่องนี้มาสรุปรวมกันจนกว่าจะมีรายละเอียดอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ไทยและสหรัฐฯ ยังเห็นพ้องผลักดันกลไก **2+2 Strategic Dialogue** ระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศให้มีความต่อเนื่อง พร้อมขยายความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ผ่านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมควรชี้แจงต่อสาธารณะต่อจากนี้ คือ **Roadmap ที่ได้รับอนุมัติหลักการแล้วมีรายละเอียดอะไร โรงงานจะผลิตโดรนประเภทใด ใครเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ใครเป็นผู้ลงทุน ผลิตเพื่อกองทัพไทยหรือเพื่อส่งออก และมีข้อตกลงหรือเงื่อนไขด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ หรือไม่**

เพราะเรื่องนี้อาจไม่ใช่เพียงคำถามว่า **“ไทยจะมีโรงงานผลิตโดรนหรือไม่”** แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ท่ามกลางการแข่งขันของสองมหาอำนาจ **ไทยจะพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตัวเองอย่างไร โดยยังรักษาผลประโยชน์แห่งชาติและสมดุลความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐฯ และจีนเอาไว้ได้**

#NEWS1 รายงาน