เปิดบ้านรับ ‘มิน ออง ไลง์’
ไทยแลนด์ 'เจ๊ากับเจ๊ง'
ระวังโดนโลกล้อมไทย


การเดินทางเยือนประเทศไทยของ 'มิน ออง ไลง์' ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และการต้อนรับอย่างเป็นทางการจาก 'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรี อาจมองได้ว่าเป็นเรื่องปกติของประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพราะไทยกับเมียนมามีพรมแดนติดกัน มีการค้าชายแดน มีแรงงานเมียนมาจำนวนมากในประเทศไทย และมีปัญหาหลายเรื่องที่ต้องพึ่งพาความร่วมมือจากรัฐบาลเมียนมา

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเยือนครั้งนี้มีคำถามทางการเมืองที่ไทยไม่ควรมองข้าม นั่นคือ เมื่อรัฐบาลไทยเลือกเปิดบ้านต้อนรับผู้นำเมียนมาอย่างใกล้ชิด ไทยได้อะไรกลับมา และสิ่งที่ได้มีน้ำหนักมากพอกับสิ่งที่ไทยต้องจ่ายในทางการทูตหรือไม่

สถานการณ์ของเมียนมาในวันนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ ประเทศยังเผชิญความขัดแย้งและการสู้รบภายในประเทศ ขณะที่อาเซียนยังใช้ 'ฉันทามติ 5 ข้อ' เป็นกรอบสำคัญในการจัดการกับวิกฤตเมียนมา ทั้งเรื่องการหยุดความรุนแรง การพูดคุยกับทุกฝ่าย การส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการสร้างเงื่อนไขให้เกิดการแก้ไขปัญหาทางการเมือง

ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่ไทยแสดงท่าทีใกล้ชิดกับ 'มิน ออง ไลง์' จึงมีความหมายมากกว่าการพบกันระหว่างผู้นำสองประเทศ โดยไทยอาจมองว่าการพูดคุยโดยตรงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง เพราะปัญหาจากเมียนมากระทบไทยอย่างไม่อาจหลีกหนีได้ ทั้งยาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ การค้ามนุษย์ การค้าชายแดน แรงงาน การสู้รบตามแนวชายแดน รวมถึงปัญหาฝุ่นควันและมลพิษข้ามแดน ดังนั้น การมีช่องทางพูดคุยกับรัฐบาลเมียนมาย่อมเป็นสิ่งจำเป็น

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าไทยควรคุยกับเมียนมาหรือไม่ หากอยู่ที่ว่า ไทยคุยแล้วได้อะไร

ผลการหารือครั้งนี้มีการลงนามความร่วมมือ 3 เรื่อง ได้แก่ ความร่วมมือด้านแรงงาน การจัดการคุณภาพน้ำ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการค้า การลงทุน พลังงาน การเปิดด่านชายแดน การปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยทั้งหมดเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ และเป็นสิ่งที่ไทยควรผลักดันอยู่แล้ว

แต่ถ้ามองในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ สิ่งที่ผู้นำเมียนมาได้รับจากการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นทันที นั่นคือ “ภาพลักษณ์”

'มิน ออง ไลง์' ได้เดินทางเยือนประเทศไทยและได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการ พร้อมกับมีการหารือเต็มคณะ ไปจนถึงการลงนามความร่วมมือ ภาพเหล่านี้สามารถนำไปใช้สื่อสารได้ว่า เมียนมายังมีประเทศในภูมิภาคพร้อมทำงานด้วย และผู้นำของเมียนมายังสามารถเดินทางและมีบทบาทบนเวทีระหว่างประเทศได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่การเยือนครั้งนี้ถูกตั้งคำถามว่า รัฐบาลไทยกำลังช่วย ฟอกภาพลักษณ์ให้รัฐบาลเมียนมาหรือไม่

แม้ว่าการเดินทางเยือนประเทศไทย อาจจะไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยยืนข้างเมียนมาโดยตรง แต่ต้องยอมรับว่า การให้พื้นที่และการต้อนรับในระดับนี้ย่อมมีผลต่อภาพลักษณ์ของผู้มาเยือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น รัฐบาลไทยจึงต้องกำหนดบทบาทและท่าทีของประเทศให้เกิดความชัดเจน

อีกประเด็นที่ไทยต้องระวังคือ ความรู้สึกของฝ่ายต่าง ๆ ในเมียนมา โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์และประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลทหาร หากไทยแสดงท่าทีใกล้ชิดกับรัฐบาลเมียนมามากเกินไป โดยไม่มีการพูดถึงประชาชนหรือทุกฝ่ายที่อยู่ในความขัดแย้ง ก็อาจทำให้ไทยถูกมองว่าเลือกยืนอยู่ข้างรัฐบาลเมียนมา มากกว่าการเป็นคนกลางที่พร้อมพูดคุยกับทุกฝ่าย

เพราะอย่าลืมว่าไทยเองก็ยังต้องยืมอาเซียนในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศที่ประเทศไทยก็เผชิญอยู่ไม่แพ้กัน เช่น ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ความขัดแย้งและการสู้รบกับกัมพูชาที่พร้อมปะทุได้ทุกเวลา ดังนั้น การโอบกอดเมียนมาอย่างเห็นในปัจจุบัน หากวันหนึ่งอาเซียนเพิกเฉยต่อปัญหาของประเทศไทยบ้าง ก็คงเป็นเรื่องหนักหน่วงไม่ต่างกัน

ท้ายที่สุด การรักษาความสัมพันธ์กับเมียนมาอาจไม่ใช่เรื่องที่ไทยควรหลีกเลี่ยงก็จริง แต่ไทยสามารถใช้ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดนี้ผลักดันให้เมียนมาเดินไปในทิศทางเดียวกับอาเซียนได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากสุดท้ายเมียนมาได้ทั้งภาพลักษณ์และพื้นที่ทางการเมือง ขณะที่ไทยต้องรับเสียงวิจารณ์จากนานาชาติและความไม่ไว้วางใจจากบางฝ่ายในอาเซียนมากขึ้น เท่ากับว่าต้นทุนที่ไทยต้องเสียไปนั้น จะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับเมียนมาแทน โดยที่ไทยไม่ได้อะไรกลับมาเลย