สนธิ ลิ้มทองกุล แสดงความคิดเห็นผ่านเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” ถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างไทย จีน และสหรัฐฯ โดยระบุว่า แม้ที่ผ่านมาเขาจะมีจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และมองการเติบโตของจีนในฐานะมหาอำนาจอีกขั้วหนึ่งในเชิงบวก แต่สถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะบทบาทของจีนต่อกัมพูชาและปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เขาเริ่มไม่เห็นด้วยกับแนวทางการทูตของจีน

สนธิอธิบายว่า หากต้องการเข้าใจทัศนะที่เขามีต่อจีน ต้องย้อนกลับไปดูจุดยืนที่มีต่อสหรัฐฯ ซึ่งเขาวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างยาวนาน โดยมองว่าสหรัฐฯ ใช้อำนาจทางเศรษฐกิจ การเงิน การทหาร และมาตรการคว่ำบาตร เพื่อรักษาผลประโยชน์และสถานะมหาอำนาจของตัวเอง

เขายกตัวอย่างทั้งสงครามเวียดนาม อัฟกานิสถาน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตลอดจนเหตุการณ์ในอิหร่าน โดยเฉพาะรัฐประหารอิหร่านปี 1953 ซึ่ง CIA และหน่วยข่าวกรองอังกฤษมีบทบาทในปฏิบัติการโค่นรัฐบาลนายกรัฐมนตรีโมฮัมหมัด โมซัดเดก

รวมถึงกรณี เมิ่ง หว่านโจว ผู้บริหารระดับสูงของ Huawei ซึ่งถูกจับกุมในแคนาดาเมื่อปี 2018 ตามคำร้องของสหรัฐฯ จากคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน

จากเหตุการณ์เหล่านี้ สนธิจึงเรียกแนวทางดังกล่าวว่า “การทูตแบบอันธพาล” และที่ผ่านมาเขามองว่าการเติบโตของจีน รวมถึงรัสเซียและประเทศมหาอำนาจอื่น จะช่วยสร้างดุลอำนาจใหม่ขึ้นมาคานกับสหรัฐฯ

สนธิยังย้อนประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อประมาณปี 2535 ซึ่งเคยเดินทางไปนครคุนหมิง ประเทศจีน พร้อมนักธุรกิจและผู้บริหารการเงินของไทยและญี่ปุ่นหลายคน โดยระบุว่า ในเวลานั้นคุนหมิงยังมีจักรยานเต็มเมืองและมีโรงแรมขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

แต่เพียงไม่กี่ทศวรรษ จีนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และศักยภาพทางทหารอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับต้นของโลก และหากวัดขนาดเศรษฐกิจด้วยกำลังซื้อหรือ PPP เศรษฐกิจจีนก็มีขนาดใหญ่กว่าสหรัฐฯ แล้ว

อย่างไรก็ตาม สนธิมองว่า เมื่อจีนแข็งแกร่งขึ้น รูปแบบการทูตของจีนเองก็เริ่มเปลี่ยนแปลง

เขาเปรียบยุทธศาสตร์ของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าเป็น “การเล่นหมากล้อม” โดยจีนขยายอิทธิพลผ่านเศรษฐกิจ การลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานในประเทศรอบประเทศไทย ตั้งแต่โครงการรถไฟในลาว ไปจนถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอย่างมากกับกัมพูชา

สนธิมองว่า ในภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาค ไทยจึงอยู่ในตำแหน่งสำคัญระหว่างการแข่งขันของมหาอำนาจ และเขาเข้าใจได้ว่าจีนย่อมไม่ต้องการเห็นประเทศไทยเข้าใกล้สหรัฐฯ มากจนเกินไป ซึ่งในหลักการเขาไม่ได้คัดค้าน

แต่สิ่งที่เขาประกาศว่า “เริ่มไม่เห็นด้วย” คือ หากจีนกำลังใช้กัมพูชาเป็นหมากในการกดดันประเทศไทย

สนธิวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของ วัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา รวมถึงท่าทีของจีนต่อข้อพิพาทไทย-กัมพูชา โดยเห็นว่าจีนในฐานะมหาอำนาจควรทำหน้าที่สนับสนุนการเจรจาและลดความขัดแย้ง มากกว่าการแสดงท่าทีที่อาจถูกตีความว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เขามองว่า หากจีนต้องการรักษาสันติภาพในภูมิภาค จุดยืนที่เหมาะสมควรเป็นการเรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหลีกเลี่ยงการปะทะ และนำปัญหาเรื่องเขตแดนหรืออธิปไตยเข้าสู่กระบวนการเจรจา

อีกเรื่องที่สนธิแสดงความกังวลอย่างมากคือ ความร่วมมือทางทหารระหว่างจีนกับกัมพูชา

เขาตั้งคำถามว่า หากจีนจัดหาอาวุธ ยุทโธปกรณ์ รถถัง เรือรบ หรือเทคโนโลยีทางทหารให้กัมพูชา และในอนาคตอาวุธเหล่านั้นถูกนำมาใช้ในความขัดแย้งกับประเทศไทย จีนจะมีท่าทีอย่างไร

> “ถ้าเขมรมันใช้อาวุธพวกนี้ รวมถึงขีปนาวุธหรือโดรนมาทำร้ายประเทศไทย...คุณจะมีจุดยืนอย่างไรกับประเทศไทย”

สนธิจึงฝากคำถามดังกล่าวไปถึงทั้ง จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย, วัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา และหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องจีน “ใช้กัมพูชาเป็นหมาก” หรือการจัดหาอาวุธให้กัมพูชาเท่ากับเป็นการ “ติดเขี้ยวเล็บ” เพื่อใช้กับไทยนั้น เป็น การวิเคราะห์และข้อวิจารณ์ของสนธิ ไม่ใช่ข้อยืนยันว่ารัฐบาลจีนมีนโยบายให้อาวุธกัมพูชาเพื่อนำมาใช้โจมตีประเทศไทย

ท้ายที่สุด สนธิเห็นว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญว่า ประเทศไทยไม่ควรฝากความมั่นคงหรืออนาคตของประเทศไว้กับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือจีน ไทยจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และความมั่นคงด้วยตัวเอง เพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างมีศักดิ์ศรีและรักษาผลประโยชน์ของชาติได้

พร้อมทิ้งท้ายอย่างรุนแรงว่า เหตุหนึ่งที่ทำให้จีนไม่เกรงใจประเทศไทยในวันนี้ เขามองว่าเกี่ยวข้องกับปัญหา “ไทยเทา” ที่เข้าไปเอื้อประโยชน์หรือเชื่อมโยงกับ “จีนเทา” จนกลายเป็นปัญหาที่กระทบต่อประเทศไทยเอง

จากอดีตที่สนธิเคยมองจีนในฐานะมหาอำนาจที่จะช่วยคานอำนาจสหรัฐฯ วันนี้จึงเกิดคำถามใหม่จากเจ้าตัวว่า หากจีนเติบโตขึ้นแล้วเริ่มใช้อำนาจทางการทูตและอิทธิพลเหนือประเทศรอบข้างในแบบที่เขาเคยวิจารณ์สหรัฐฯ มาก่อน ประเทศไทยก็ควรกล้าที่จะพูดว่า “ไม่เห็นด้วย” เช่นเดียวกัน

เพราะสำหรับประเทศไทยแล้ว ไม่ว่ามหาอำนาจนั้นจะชื่อ สหรัฐอเมริกา หรือจีน ผลประโยชน์และอธิปไตยของประเทศไทยต้องมาก่อน

#NEWS1 รายงาน